หลังจากจบการศึกษา ระดับปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ภาควิชาการบริหารงานบุคคล พวกเราชาว HR. แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 มุ่งมั่นเรียนต่อปริญญาโท กลุ่มที่ 2 เบนเข็มสู่การสืบทอดกิจการครอบครัว และ กลุ่มที่ 3 กระโดดเข้าสนามรบของมืออาชีพ ซึ่งบ้างก็ทำงานตรงกับ สาขาวิชาชีพที่เรียนมา บ้างก็ไม่ตรง ผู้เขียนเลือกกลุ่มที่ 3 คิดว่า 4 ปีมากพอที่จะลงประลองยุทธกับชาวบู๊ลิ้มได้แล้ว พกความมุ่งมั่นไปเกิน 100 ว่าจะ ทำงานให้สุดความสามารถ……… ขาดแต่ความมั่นใจว่าทำอย่างไรจะสัมภาษณ์ผ่าน ทหารใหม่ทุกคนครับจากประสบการณ์ของผู้เขียน การสัมภาษณ์สมัยนี้ ไม่ได้ดูแต่ ความรู้ และทักษะการทำงาน และ บุคลิกภาพเท่านั้น แต่ยังประเมินลึกไปถึงทัศนคติ พฤติกรรมการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องประเมินทางจิตใจ ในอีกมิติ สำหรับผู้ประเมินทหารใหม่ผมก็อยากจะแนะนำท่านว่า ยุคสมัยนี้มีตำรามากมายเหลือเกินที่เขียนไว้เกี่ยวกับ เทคนิคการสัมภาษณ์งาน ดังนั้นทหารใหม่ที่ เตรียมการมาดีจะฝึกซ้อมจากตำราดังกล่าว ทราบถึงคำถามและสิ่งที่ควรจะตอบเพื่อให้เข้าตากรรมการสอบฯ แน่นนอนครับท่านผู้ประเมินท่านก็จะได้ ทหารใหม่ที่ไม่มีคุณสมบัติในการทำงานจริง นั่นก็จะส่งผลเสียต่อทั้งตัวท่านเอง และ ตัวองค์กรเอง ดังนั้นผู้ประเมิน จำเป็นต้องมีการพัฒนาการประเมิน ผลการสัมภาษณ์ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าเราเป็นคนคุมเกมส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เขียนอยากจะรณรงค์ ผู้ประเมินให้ใช้วิธีการประเมินทางจิตใจ เข้ามาเสริมในการสัมภาษณ์ให้มากขึ้น เพราะเป็นการประเมินจากสิ่งที่เรามองไม่เห็น ทั้งนี้เพื่อให้เห็นมิติความเป็นตัวตนของผู้ถูกสัมภาษณ์มากที่สุด นั่นหมายถึงโอกาสจะคัดเลือกคนที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับองค์กร
เมื่อผ่านด่านประตูมรณะเข้ามาได้แล้ว ผู้เขียนยังจำความรู้สึกในวันรุ่งขึ้นหลังจากสอบสัมภาษณ์ผ่านได้อย่างแม่นยำว่า รู้สึกโหวงเหวง เป็นคนแปลกหน้า ไม่มีใครต้อนรับ จึงขอเรียกด่านนี้ว่า ด่านสุญญากาศ ซึ่งกลยุทธ์ที่จะผ่านด่านนี้ได้ ก็คือ การถ่อมตน เพราะหากเราอวดฉลาดรุ่นพี่เก่า ๆ ก็จะหมั่นไส้ ไม่มีใครอยากสอนงาน นั่นคือสังคมไม่ยอมรับ แล้วเราจะอยู่ได้หรือครับ สำหรับมิติของพี่เก่า ต้องพยายามเข้าใจว่าผู้ที่มาใหม่ต้องการชี้แนะสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงาน อาทิ ใครเป็นใครในองค์กร ห้องพยาบาล ห้องสมุด หรือ ห้องอาหารพนักงาน เป็นต้น ตลอดจน การทำ OJT & Mentoring system และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ทำภารกิจทั้ง 2 กรณีมีความทุ่มเทต่อหน้าที่ และเกิดผลดีต่อผู้มาใหม่อย่างมี ประสิทธิผล โดยการให้ผู้มาใหม่ประเมินพี่เลี้ยงด้วย เข้าลักษณะ win win

เมื่อปรับตัวเข้ากับสังคม วัฒนธรรมขององค์กร รู้ถึงสิทธิ และหน้าที่ได้เป็นอย่างดีแล้ว คราวนี้ก็เข้าสู่ ด่านทดสอบขั้นสุดท้าย คำถามแรกก็คือ เราจะทำงานคุ้มเงินเดือนหรือไม่ แล้วจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง พบว่ามากกว่า 50% ของสิ่งที่เล่าเรียนมากับความต้องการขององค์กร ต้องเรียนรู้กันใหม่ในองค์กร ไม่เป็นที่พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า เป็นผลมาจากระบบการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย หรือจากตัวนักศึกษาเอง ที่ขาดความเข้าใจ หรือขาดความเชื่อมั่นที่จะนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในงานจริง อย่างไรก็ตามขอให้สมาชิกใหม่มุ่งเน้นการสร้างพฤติกรรมการทำงานให้เป็นไปตามความคาดหวังขององค์กรให้มากที่สุด แม้ว่าจะไม่สามารถสร้างผลงานได้มากนักก็ตาม ในมิติขององค์กร โดยหลักการก็จะพบว่าใน 6 เดือนแรก ถึง 1 ปี องค์กรถือว่าเป็นช่วงการสอนงาน คงไม่สามารถคาดหวังผลงานได้อย่างเต็มที่ในช่วงนี้ สี่งที่องค์กรต้องประเมินให้มากในช่วงนี้ก็คือสมาชิกผู้มาใหม่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ดีหรือไม่ และที่สำคัญในช่วงการประเมินผลทดลองงาน หัวหน้างานต้องเร่งประเมินผลก่อนสัญญาทดลองงานสิ้นสุด โดยเฉพาะกรณีไม่ต้องการให้สมาชิกใหม่พ้นทดลองงาน หากเข้าเกณฑ์ต้องจ่ายค่าชดเชยก็ต้องจ่าย แต่เพื่อมิให้องค์กรต้องเก็บคนที่ไม่มีคุณสมบัติไว้ ซึ่งจะสร้างปัญหาต่อองค์กรในระยะยาว
นาทีนี้ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องนำทุกท่านเข้าสู่ ด่านพิสูจน์คุณค่า โดยทั่วไปแล้วพอครบ 1 ปี สมาชิกใหม่ทุกคนก็จะถูกคาดหวังในผลงาน มากกว่า 100 % เริ่มจากเราต้องแบ่งประเภท ของงานที่เราทำ ออกเป็น 2 ประเภท ๆ แรก เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว คืองานประจำ (Routine job) กับอีกงานซึ่งเราเรียกว่า งานโครงการ (Project job) ในช่วงเริ่มต้นการกำหนดสัดส่วนของงานทั้ง 2 ประเภทมักถูกกำหนดโดย ความรู้ที่ถูกสั่งสม ประสบการณ์ที่ ผ่านมา และ ระดับตำแหน่งหรือความรับผิดชอบจากประสบการณ์ของผู้เขียนควรจะเริ่มจาก
R.> ไปสู่ R< กล่าวคือ 100% Routine Job , 80% Routine Job + 20% Project Job, 20% Routine Job + 80% Project Jobหรืออาจกล่าวจากช่วงอายุของการทำงาน คือเริ่มจากช่วง Start up, Growth and Peak อันที่จริงสมาชิกทุกคนในองค์กรจะต้องมุ่งสู่ช่วง Peak เร็วที่สุด นั่นคือ ลดการทำงาน Routine Job ให้มากและเร็วที่สุด โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย มุ่งสู่ความเป็น Office Automation โดยผ่าน e-HR อาทิ e-Recruitment , e-Leave , e-Learning or e-Auction เมื่องานประจำถูกดำเนินการโดยเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็จะมีเวลาเหลือมากขึ้นที่จะแบ่งเวลาไปทำงานที่สร้าง Value Added มากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ของงานด้านนี้ก็จะสร้าง Value for Money ที่องค์กรจ้างพวกเราเข้ามาทำงาน และดีที่สุดพยายามแปลงความสำเร็จของโครงการเหล่านี้ให้เป็นตัวเงิน Cost : Benefits Analysis นั่นคือ ROI (Return on Investment)
ก่อนที่ผู้เขียนจะพาพวกเราชาว HR เข้าสู่ห้วงแห่งความเป็นที่สุดของ HRของชีวิตจริงของผู้เขียน. ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านเข้าสู่การเตรียมจิตใจก่อน โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด ตลอดจนพยายามเข้าใจบริบทแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ ไม่ใช่ให้สถานการณ์ควบคุมเรา เอาล่ะครับขออนุญาตเริ่มจากจิตใจก่อน เพราะจิตใจเป็นตัวสั่งงานพฤติกรรม และพฤติกรรมเป็นตัวสร้างผลงาน เรื่องของจิตใจนี่แหละเป็นตัวกำหนดนามปากกาของผู้เขียน นั่นคือ “กองหลังหมายเลข 9” ทำไมต้องกองหลังหมายเลข 9 เพราะผู้เขียนมีความเชื่อว่า งานสนับสนุนไม่จำเป็นต้องเป็น Cost Center หรือเป็นคนหลังบ้านเสมอไป หากคิดอย่างนี้เราชาว HR.ก็จะไม่มีวันแจ้งเกิด………………. คุณต้องการอย่างนั้นหรือ ที่ถูกต้อง HR ต้องมีความยืดหยุ่นสูง เราเป็นฝ่ายที่ดูแลทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร นั่นคือ ตน และเราเป็นหน่วยงานเพียงไม่กี่หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร หรือ ประธานกรรมการบริษัท หรืออาจจะขึ้นตรงต่อ ผู้จัดการโรงงาน ถ้าเราไม่สำคัญทำไมโครงสร้างการบริหารถึงได้วาง HR ไว้อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้ ประการที่ สอง หน่วยงาน HR เป็นหน่วยงานที่มีขอบเขตความรับผิดชอบทั่วทั้งองค์กร ไม่มีใครไม่รู้จักเรา และที่สำคัญทุกคนก็ต้องพึ่งพาเรา ประการที่ สาม ใช่หรือไม่ที่นโยบายขององค์กร และระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับในการทำงาน เราเป็นผู้ยกร่างขึ้นมากที่สุด ที่สำคัญก็คือทุกสิ่งที่เราทำต้องได้รับการสนับสนุนและเห็นชอบ จาก Line Manager & Top Management และที่สำคัญไปกว่านั้นนโยบายนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนรวม หรือหากนำมาซึ่งความไม่พอใจให้กับพนักงาน เราก็จะต้องทำการสื่อสารอย่างโปร่งใส จริงใจ บอกถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยความบริสุทธิใจ และเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกับองค์กร ท้ายนี้ขอให้พวกเราชาว HR จงภูมิใจในความเป็น HR. และจงแสวงหาโอกาสที่จะทำประตูคู่ต่อสู้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้เขียนขอเอาใจช่วย และขออาสาเป็นผู้ช่วยท่านตลอดไปครับ